Skip to main content
Rinda Logo

เพลงญี่ปุ่นที่กำลังโด่งดังในต่างแดน — 'เส้นทางการขายใหม่' ที่สร้างจากมีม

เมื่อเร็วๆ นี้ ผู้ผลิตสินค้าที่เกี่ยวข้องกับดนตรีรายหนึ่งเล่าให้ฟังว่า 'อยู่ๆ เครื่องเล่นแผ่นเสียงของบริษัทก็ขายดีในเว็บไซต์อีคอมเมิร์ซที่บราซิล พอสืบไปดูถึงรู้ว่า TikTok ครีเอเตอร์ท้องถิ่นนำไปใช้ในวิดีโอ โดยที่บริษัทไม่ได้ทำอะไรเลย'

GRINDA AI
4 มิถุนายน 2569
อ่าน 3 นาที
แชร์
เพลงญี่ปุ่นที่กำลังโด่งดังในต่างแดน — 'เส้นทางการขายใหม่' ที่สร้างจากมีม

เพลงญี่ปุ่นที่กำลังโด่งดังในต่างแดน — 'เส้นทางการขายใหม่' ที่สร้างจากมีม

เมื่อเร็วๆ นี้ผมได้ฟังเรื่องราวที่น่าสนใจจากผู้ผลิตสินค้าที่เกี่ยวข้องกับดนตรีรายหนึ่ง ซึ่งเป็นกรณีศึกษาที่น่าคิดมากสำหรับการมองหา ช่องทางการขายใหม่ในต่างประเทศ

"อยู่ๆ เครื่องเล่นแผ่นเสียงของบริษัทก็ขายดีในเว็บไซต์อีคอมเมิร์ซที่บราซิล พอสืบไปดูถึงรู้ว่าเป็นเพราะ TikTok ครีเอเตอร์ท้องถิ่นนำไปใช้ในวิดีโอ โดยที่ทางเราไม่ได้จ้างหรือวางแผนอะไรเลย"

ไม่ได้ยิงโฆษณา ไม่ได้จ้างตัวแทนขาย แต่ของกลับขายดีได้เอง

รูปแบบเหตุการณ์ลักษณะนี้กำลังเพิ่มขึ้นอย่างมาก ปรากฏการณ์ที่ "มีมสร้างช่องทางการขาย" กำลังเกิดขึ้นอย่างเงียบเชียบแต่ทรงพลังรอบๆ คอนเทนต์เพลงญี่ปุ่น


โครงสร้างเบื้องหลังของคำว่า "จู่ๆ ก็ขายดี"

เหตุการณ์ที่ดูเหมือนเป็นเรื่องบังเอิญนี้ หากลองวิเคราะห์ดูจะพบรูปแบบที่ชัดเจนครับ

จุดเริ่มต้นมักเกิดจาก เพลงหรือซาวด์บางเพลงกลายเป็นกระแสไวรัลบน TikTok หรือ Instagram Reels เนื้อเพลงภาษาญี่ปุ่นที่ยังคงเดิม บีทที่เป็นเอกลักษณ์ และโทนเสียงแบบอนิเมะที่โดดเด่น ทำให้เหล่าครีเอเตอร์ต่างชาติรู้สึกว่านี่คือ "ฟอร์แมตที่ใช้ทำงานง่าย" เมื่อซาวด์นั้นถูกนำไปใช้ในคลิป Reels นับแสนหรือนับล้านคลิป ความต้องการสินค้าที่เกี่ยวข้อง (เสื้อผ้า, อุปกรณ์, เครื่องดนตรี, สินค้าไอที) ก็เริ่มขยับตัวตาม

สิ่งที่น่าสนใจคือ ดนตรีไม่ได้ถูกบริโภคในฐานะ "คอนเทนต์" เท่านั้น แต่กำลังเกิดการ "ส่งออกบริบททางวัฒนธรรมไปพร้อมกัน"

เด็กวัยรุ่นอินโดนีเซียที่ชอบเพลงเปิดอนิเมะ ไม่ได้แค่ฟังเพลงนั้น แต่ยังชอบ "โลกทัศน์ของอนิเมะเรื่องนั้น" ไปด้วย ผลลัพธ์ที่ตามมาคือการซื้อฟิกเกอร์, ชุดคอสเพลย์ และซอฟต์แวร์เกมที่เกี่ยวข้องโดยอัตโนมัติ


สิ่งที่กำลังเกิดขึ้นจริง — ตัวเลขและกรณีศึกษา

ลองมาดูข้อมูลที่เป็นรูปธรรมกันครับ

หากดูแนวโน้มรายได้ค่าลิขสิทธิ์เพลงจากต่างประเทศที่รวบรวมโดย JASRAC (องค์กรจัดการสิทธิ์ของญี่ปุ่น) จะพบว่าจากปี 2013 ที่ประมาณ 1.9 พันล้านเยน เพิ่มขึ้นเป็น ประมาณ 4.2 พันล้านเยน ในปี 2022 ตัวเลขนี้เป็นเพียงค่าลิขสิทธิ์เพลง ไม่รวมยอดขายสินค้าグッズ แต่ก็สะท้อนให้เห็นว่าความต้องการเพลงญี่ปุ่นในต่างประเทศกำลังขยายตัวอย่างเป็นระบบ

ที่น่าสนใจยิ่งกว่าคือ การเพิ่มขึ้นนี้ไม่ได้กระจุกตัวอยู่แค่ประเทศใดประเทศหนึ่ง นอกเหนือจากเอเชียแล้ว ยังกระจายไปสู่ทวีปอเมริกาเหนือ ยุโรป และลาตินอเมริกาในช่วงไม่กี่ปีมานี้ นี่ชี้ให้เห็นว่ากลุ่มเป้าหมายเปลี่ยนจาก "กลุ่มแฟนคลับอนิเมะเฉพาะทาง" กลายเป็น "กลุ่มแฟนเพลงทั่วไป" ที่เริ่มจากการเล่น TikTok

การใช้งาน TikTok เปลี่ยน "ช่องทางในการค้นพบตลาดต่างประเทศ"

การขยายธุรกิจไปต่างประเทศในแบบดั้งเดิมมักจะต้อง "เซ็นสัญญากับค่ายเพลงหรือผู้จัดจำหน่ายในท้องถิ่น เพื่อให้นำเพลงไปลงวิทยุหรือสตรีมมิ่ง" ซึ่งเป็นวิธีที่ทำได้เฉพาะบริษัทใหญ่ที่มีทุนหนาเท่านั้น

สิ่งที่การใช้ TikTok เข้ามาเปลี่ยนไปคือโครงสร้างต้นทุนในการค้นพบสินค้า

ศิลปินอินดี้อัปโหลดเพลงลงใน SoundCloud ของตัวเอง แล้วถูกครีเอเตอร์ต่างชาตินำไปใช้เป็นเพลงประกอบคลิป จนกระทั่ง เพลงนั้นติดชาร์ต Viral 50 ของ Spotify นี่คือเหตุการณ์ที่เราพบเห็นได้บ่อยครั้ง

แน่นอนว่าการจะทำให้สิ่งนี้ "ทำซ้ำได้ตามแผน" นั้นเป็นอีกเรื่องหนึ่ง แต่ความจริงที่ว่า "อุปสรรคในการค้นพบสินค้านั้นต่ำลงอย่างมาก" ถือเป็นโอกาสใหม่สำหรับบริษัทขนาดกลางและศิลปินอิสระ


มุมมอง B2B ต่อการขยายตลาดต่างประเทศ — อะไรที่เปลี่ยนไป?

ลองมองในมุมอื่นดูบ้างนะครับ

เรื่องของ "เพลงที่เป็นไวรัล" ไม่ได้จำกัดอยู่แค่เจ้าของคอนเทนต์ (ค่ายเพลง, ศิลปิน, โปรดักชั่น) เท่านั้น บริษัทที่มีสินค้าหรือบริการที่เกี่ยวข้องก็สามารถใช้เป็นสัญญาณบ่งชี้ความต้องการได้เช่นกัน

จากการวิเคราะห์ข้อมูลของ Rinda เราพบว่าผู้ซื้อ (Buyers) ที่ค้นหาด้วยคำสำคัญที่เกี่ยวข้องกับเพลงไวรัล มักจะเริ่มขยับในกลุ่ม สินค้าที่ดูเหมือนไม่น่าจะเกี่ยวข้องกับดนตรี ด้วยเช่นกัน

ตัวอย่างเช่น ในช่วงที่มีกระแส City Pop ญี่ปุ่นกลับมาฮิตในตะวันตก มีการสอบถามข้อมูลจากผู้ค้าส่งเครื่องเล่นแผ่นเสียงและหูฟังคุณภาพสูงเพิ่มมากขึ้น "ความนิยมของดนตรี" ได้กระตุ้นความต้องการ "อุปกรณ์หรือประสบการณ์ในการฟัง" ตามมา

"ไม่ได้ขายเพลงแท้ๆ แต่ทำไมยอดสั่งซื้อจากผู้ซื้อกลุ่มสินค้าที่เกี่ยวข้องกันถึงเพิ่มขึ้น"

เมื่อได้ยินแบบนี้ เราจะเข้าใจได้ทันทีว่าอิทธิพลของมีมไม่ใช่เรื่องของคนใดคนหนึ่ง

ปัจจัยที่แยก "อยู่รอด" กับ "ตกขบวน"

อย่างไรก็ตาม ความแตกต่างระหว่างบริษัทที่คว้าโอกาสนี้ได้ กับบริษัทที่พลาดไปนั้นชัดเจนมาก

บริษัทที่คว้าโอกาสได้มักมี "ระบบที่พร้อมตอบสนองอย่างรวดเร็วหลังจากความต้องการเกิดขึ้น"

ตัวอย่างเช่น ภายใน 24-48 ชั่วโมงหลังจากเกิดไวรัล บริษัทเหล่านั้นมีความพร้อมดังนี้:

  • มีสต็อกสินค้าที่หน้าเว็บไซต์อีคอมเมิร์ซสำหรับลูกค้าต่างชาติ
  • มีรายละเอียดสินค้าที่รองรับภาษาต่างประเทศ เช่น อังกฤษ สเปน อินโดนีเซีย
  • รองรับการชำระเงินผ่านบัตรเครดิต/PayPal

หากขาดสิ่งเหล่านี้ กระแสความต้องการจะผ่านไปอย่างรวดเร็ว

ส่วนบริษัทที่พลาดโอกาสส่วนใหญ่มักจะ "รอให้มีความต้องการก่อนค่อยเตรียมตัว" ซึ่งอายุขัยของไวรัลนั้นสั้นมาก การเตรียมตัวแบบนี้ถือว่าช้าเกินไปครับ


การบุกตลาดต่างประเทศ — บริษัท B2B ควรทำอย่างไร?

สำหรับผู้ที่คิดว่า "ธุรกิจของเราไม่เกี่ยวข้องกับดนตรี" จริงๆ แล้วก็มีกลยุทธ์ที่นำไปประยุกต์ใช้ได้ดังนี้ครับ

① อ่านเพลงให้เป็นดัชนีชี้วัดทางวัฒนธรรม

การรู้ว่าเพลงหรือศิลปินแนวไหนกำลังไวรัลในประเทศใด สามารถอ่านเป็นสัญญาณได้ว่า ผู้บริโภคในประเทศนั้นกำลังตื่นเต้นกับอะไร

เช่น หากพบว่า "City Pop ญี่ปุ่นกำลังฮิตในบราซิล" ข้อมูลนี้ไม่ได้บอกแค่เรื่องเพลง แต่หมายความว่า "คนกลุ่มอายุ 25-35 ปีในบราซิลมีความรู้สึกคุ้นเคยและชอบวัฒนธรรมญี่ปุ่นยุค 70s-80s" หากคุณมีสินค้าเครื่องใช้ไฟฟ้าดีไซน์เรโทรหรือของใช้แนววินเทจ ตลาดบราซิลก็เป็นจุดที่น่าลงทุน

ชาร์ต "Viral 50" ของ Spotify มีการอัปเดตแบบเรียลไทม์แยกตามประเทศ ฟรีและตรวจสอบได้ง่าย การเช็กชาร์ตเป็นประจำจะทำให้รู้ถึง "ความนิยมในขณะนี้" ของแต่ละประเทศครับ

② นำสินค้าไปวางใน "บริบท" ของเสียงเพลง

นี่เป็นเทคนิคขั้นสูงกว่า แต่มักได้ผลดีในการทำ Viral Marketing หากโทนของเพลงที่เป็นไวรัลเข้ากับสินค้าของคุณ ให้ลองทำคอนเทนต์ในโซเชียลมีเดียของบริษัทโดยเลือกใช้เพลงนั้นเป็นพื้นหลัง ไม่จำเป็นต้องเป็นการ "ร่วมมือ (Collaboration)" อย่างเป็นทางการ แค่ "วางสินค้าให้อยู่ในบริบท" ก็เพียงพอแล้ว

เช่น ใช้เพลงไวรัลประกอบคลิปทำอาหารเพื่อโชว์อุปกรณ์ทำครัวของคุณ หรือใช้เพลงที่นิยมในคลิปเล่นเซิร์ฟเพื่อโชว์สินค้ากันน้ำ

เพียงแค่ให้ "สินค้า", "สถานการณ์" และ "ซาวด์ประกอบ" สอดคล้องกัน ก็จะทำให้วิดีโอมีโครงสร้างที่อัลกอริทึมของแพลตฟอร์มต่างชาติชื่นชอบได้ง่ายขึ้น

③ เพิ่มบริบททางวัฒนธรรมในการติดต่องานขาย (Outreach)

นี่คือส่วนของ B2B ครับ

เมื่อส่งอีเมลหรือข้อความไปหาผู้ซื้อในต่างประเทศ การเขียนแทรกลงไปว่า "ตอนนี้ในประเทศของคุณกำลังมีกระแสเพลงญี่ปุ่นแนว X ผมคิดว่าสินค้าของบริษัทเราเข้ากับบริบทดังกล่าวได้ดีเลยครับ" จะช่วยเพิ่มอัตราการตอบกลับได้อย่างชัดเจน

จากที่เราสังเกต การสื่อสารที่แสดงถึงความเข้าใจบริบททางวัฒนธรรมมักได้รับความสนใจมากกว่าการบอกแค่คุณสมบัติสินค้าเพียงอย่างเดียว เพราะมันสร้างความรู้สึกว่า "คนคนนี้ทำการบ้านเกี่ยวกับตลาดของเรามาดี"


เราสามารถเปลี่ยน "เรื่องบังเอิญ" ให้เป็น "ระบบ" ได้หรือไม่?

กลับไปที่เรื่องเครื่องเล่นแผ่นเสียงที่เราคุยกันตอนต้น

ยอดขายนั้นอาจเป็นเรื่องบังเอิญ แต่การเคลื่อนไหวหลังจากนั้นคือจุดตัดสิน

  • ปล่อยไปเพราะคิดว่าเป็นแค่เรื่องชั่วคราว
  • หรือวิเคราะห์ว่า "ทำไมถึงขายได้" และเตรียมพร้อมรับระลอกถัดไป

บริษัทที่จัดระเบียบรายชื่อผู้ซื้อที่สอบถามเข้ามา, เตรียมระบบขนส่งสำหรับประเทศนั้นๆ และคอยติดตามเทรนด์ TikTok เป็นประจำ จะสามารถรับมือกับไวรัลถัดไปได้อย่างแน่นอน

การเปลี่ยน "ยอดขายที่เกิดจากความบังเอิญ" ให้เป็น "ช่องทางขายที่เป็นระบบ" ไม่ใช่เรื่องของการใช้ทรัพยากรมากเกินความจำเป็น แต่เป็นเรื่องของการมี นิสัยสังเกตสิ่งที่เกิดขึ้น

ความต้องการที่สร้างจากมีมอาจดูสั้น แต่ละน้อยที่สะสมไปจะสร้างผลลัพธ์ในลักษณะ "ฝังแบรนด์สินค้าลงในใจลูกค้าในประเทศนั้นๆ" โครงสร้างนี้เหมือนกับที่ K-Beauty ประสบความสำเร็จในตะวันตกจากการสะสม "วิดีโอรูทีนใน TikTok"

วันนี้ ดนตรี คอนเทนต์ และวัฒนธรรมญี่ปุ่นกำลังสร้างแรงสั่นสะเทือนในทุกประเทศ หากคุณเลือกที่จะมองว่า "ไม่เกี่ยวกับฉัน" หรือมองว่าเป็น "ประตูสู่โอกาส" ช่องทางการขายในอีก 3-5 ปีข้างหน้าก็จะมีมิติต่างกันออกไปมากครับ


สรุป

การเชื่อมโยงระหว่างเพลงไวรัลกับการทำธุรกิจอาจเป็นมุมมองที่ใหม่สำหรับหลายๆ ท่าน

แต่จุดสำคัญคือ "ความตื่นตัวทางวัฒนธรรมสามารถขับเคลื่อนพฤติกรรมการบริโภคได้" และนี่คือพลังที่ทำงานกับผู้ซื้อ (Buyer) ในโลกของ B2B เช่นกัน เพราะผู้ซื้อก็คือมนุษย์ที่หวั่นไหวไปกับกระแสที่เกิดขึ้นในบ้านเมืองของเขาเอง

ลองเข้าไปดู "Viral 50" ใน Spotify สักครั้งดูครับ คุณอาจจะเริ่มเห็นว่าสินค้าของคุณสามารถวางอยู่ใน "บริบทของประเทศไหน" ได้บ้าง

หากคุณมีความคิดเห็น หรือมีกรณีศึกษาที่น่าสนใจของบริษัทท่านเอง สามารถคอมเมนต์มาเล่าให้ฟังได้เลยนะครับ


RINDA Japan Market Desk · ฝ่ายรับผิดชอบตลาดญี่ปุ่นสำหรับบริษัทส่งออกเกาหลี ผู้จัดทำคู่มือการบุกตลาดญี่ปุ่นสำหรับ B2B (Korea to Japan Playbook)

สำหรับท่านที่ต้องการทราบข้อมูลเชิงลึกเรื่องการเปิดตลาดส่งออก: RINDA


คำถามที่พบบ่อย

Q. ถ้าสินค้าไม่ได้เกี่ยวกับดนตรีหรือความบันเทิง สามารถใช้ Viral Marketing บุกตลาดต่างประเทศได้ไหม?

A. ทำได้ครับ หัวใจสำคัญคือการคิดว่า "สินค้าของคุณเข้ากับสถานการณ์หรือบริบทไหนได้บ้าง" หากคุณนำเสนอสินค้าผ่านซาวด์ที่กำลังฮิตหรือทำวิดีโอตามฟอร์แมตที่นิยม สิ่งนี้จะช่วยให้อัลกอริทึมต่างชาติหยิบไปแสดงผลได้ง่าย ไม่ว่าจะเป็นอุปกรณ์ทำครัว อุปกรณ์กลางแจ้ง หรือเครื่องใช้ไฟฟ้า ก็มีตัวอย่างจริงที่เห็นผลมาแล้วครับ

Q. เมื่อการใช้งาน TikTok เริ่มสร้างยอดขายในต่างประเทศ ระบบขั้นต่ำที่ควรเตรียมไว้คืออะไร?

A. 24-48 ชั่วโมงหลังจากเกิดไวรัลคือช่วงเวลาตัดสินใจ 1. เตรียมสต็อกพร้อมส่งที่หน้าเว็บ 2. มีคำบรรยายสินค้าเป็นภาษาอังกฤษ สเปน หรือภาษาหลักของตลาดเป้าหมาย 3. รองรับการชำระเงินผ่านบัตรเครดิตหรือ PayPal นี่คือสามสิ่งที่จำเป็นต้องเตรียมล่วงหน้า เพราะถ้าไปรอเตรียมตอนกระแสมาถึง กระแสจะหายไปเสียก่อนครับ

Q. ทำไมการแทรกบริบททางวัฒนธรรมในการติดต่อขายของ (Cold Approach) ถึงช่วยเพิ่มอัตราการตอบกลับ?

A. ผู้ซื้อมีแนวโน้มที่จะเชื่อใจ "คู่ค้าที่เข้าใจตลาดของเขาเอง" การเขียนให้เห็นว่าเราทำการบ้านมาว่าตลาดเขากำลังอินกับวัฒนธรรมไหน จะสร้างภาพลักษณ์ว่าเราเป็นบริษัทที่มีความรอบรู้และใส่ใจ การสร้างความประทับใจตั้งแต่การทักทายครั้งแรกจะทำให้การเจรจาธุรกิจในขั้นตอนต่อไปทำได้ง่ายขี้นครับ


#ธุรกิจส่งออก #ตลาดต่างประเทศ #DigitalExport #การตลาดผ่านมีม #เครื่องมือB2B


เริ่มขยายธุรกิจไปทั่วโลกกับ Rinda วันนี้!

Rinda | AI Agent สำหรับการขาย B2B ระดับสากล

หากมีข้อสงสัยหรือต้องการปรึกษา สามารถติดต่อผ่าน LINE ได้ตลอดเวลา

Add LINE friend

ส่งออกการตลาดต่างประเทศB2BTikTokญี่ปุ่น